วันศุกร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2556



ปัญหาการใช้กำลังของวัยรุ่นไทย

วัยรุ่นไทยในปัจจุบันเมื่อเวลามีปัญหามักจะใช้กำลังในการตัดสินปัญหา และนับวันยิ่งทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น ซึ่งก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่คนรอบข้างมากๆมาย อาทิเช่น ประชาชนที่ได้รับลูกหลงจากเหตุวิวาทของเด็กวัยรุ่นที่เรามักพบเห็นบ่อยครั้งตามข่าวหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ การตบตีกันของผู้หญิงที่พบเห็นเป็นคลิปข่าว เป็นต้น
วัยรุ่นชาย ก็ใช้กำลังชกต่อย ยกพวกตีกัน บ้างก็มือเปล่า บ้างก็ใช้อาวุธ อาวุธนี้เริ่มตั้งแต่รุนแรงน้อยอย่าง ไม้ หรือท่อนเหล็ก ไปยังความรุนแรงมากมาก อย่างสนับมือ มีด ดาบ ปืน หรือระเบิด ส่วนวัยรุ่นหญิง ก็มักจะเริ่มจากการด่าทอกัน แล้วสิ้นสุดด้วยการลงไม้ลงมือ การตบตีกัน การรุมทำร้ายกัน
เหตุการณ์เหล่านี้ไม่ควรจะเกิดขึ้นเลย การแก้ปัญหาด้วยกำลังไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ดี ยิ่งเราใช้กำลังมากเท่าไหร่ ปัญหาก็จะยิ่งใหญ่มากขึ้นมากเท่านั้น และปัญหาก็จะยิ่งลามใหญ่โตยิ่งขึ้น มันอาจจะเป็นเรื่องที่ยาก ที่จะให้วัยรุ่นทั้งสองฝ่ายที่มีปัญหากัน หันหน้ามานั่งคุยกัน เคลียร์ปัญหา แต่การแก้ปัญหาวิธีนี้ อาจจะเป็นการแก้ปัญหาที่ดีที่สุด หากทั้งสองฝ่าย ยอมเปิดใจที่จะพูดความจริง ไม่พูดเอาแต่เรื่องดีเข้าตัวเอง ปัญหาก็จะถูกแก้อย่างตรงจุดและถ้าจะดีที่สุด ผู้ที่เป็นคนกลางที่ทำหน้าที่เคลียร์ปัญหา จะมีความเป็นกลางมากที่สุด ไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ดีที่สุดของสังคมวันรุ่นในปัจจุบันคือการไม่มีปํญหากัน ไม่ทะเลาะเบาะแว้งกัน ไม่มีเหตุขัดข้องเคืองใจ มีแต่ความรักต่อกัน มีความเข้าใจเข้าใจกัน มีน้ำใจและเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกัน เท่านี้สังคมวัยรุ่นเราก็จะอยู่กันอย่างสงบสุข^^



Pat Pattharaporn^^
                                                                                                                              18/01/2013



วันศุกร์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2556


22. ภาคผนวก (Appendix)
                
http://blog.eduzones.com/jipatar/85921 ได้รวบรวมและกล่าวถึงภาคผนวก (Appendix) ไว้ว่า สิ่งที่นิยมเอาไว้ที่ภาคผนวก เช่น แบบสอบถาม แบบฟอร์มในการเก็บหรือบันทึกข้อมูล เมื่อภาคผนวก มีหลายภาค ให้ใช้เป็น ภาคผนวก ก ภาคผนวก ข ฯลฯ แต่ละภาคผนวก ให้ขึ้นหน้าใหม่

                http://cai.md.chula.ac.th/lesson/research/re12.htm#06-1 ได้รวบรวมและกล่าวถึงภาคผนวก (Appendix) ไว้ว่าสิ่งที่นิยมเอาไว้ที่ภาคผนวก เช่น แบบสอบถาม แบบฟอร์มในการเก็บ หรือบันทึกข้อมูล เป็นต้น เมื่อภาคผนวก มีหลายภาค ให้ใช้เป็น ภาคผนวก ก ภาคผนวก ข ภาคผนวก ค แต่ภาคผนวก ให้ขึ้นหน้าใหม่

                 http://rforvcd.wordpress.com/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%
E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%A2/%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A1/ ได้รวบรวมและกล่าวถึงภาคผนวก (Appendix) ไว้ว่าสิ่งที่นิยมเอาไว้ที่ภาคผนวก เช่น แบบสอบถาม แบบฟอร์มในการเก็บหรือบันทึกข้อมูล เมื่อภาคผนวก มีหลายภาค ให้ใช้เป็น ภาคผนวก ก ภาคผนวก ข ฯลฯ แต่ละภาคผนวก ให้ขึ้นหน้าใหม่

 สรุป          
          ภาคผนวก (Appendix) สิ่งที่นิยมเอาไว้ที่ภาคผนวก เช่น แบบสอบถาม แบบฟอร์มในการเก็บหรือบันทึกข้อมูล เมื่อภาคผนวก มีหลายภาค ให้ใช้เป็น ภาคผนวก ก ภาคผนวก ข ฯลฯ แต่ละภาคผนวก ให้ขึ้นหน้าใหม่

เอกสารอ้างอิง
http://blog.eduzones.com/jipatar/85921 เข้าถึงเมื่อวันที่ 29/11/2012
http://cai.md.chula.ac.th/lesson/research/re12.htm#06-1 เข้าถึงเมื่อวันที่ 29/11/2012
http://rforvcd.wordpress.com/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%A2/%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A1/เข้าถึงเมื่อวันที่ 29/11/2012

21. เอกสารอ้างอิง (References)
                 
http://blog.eduzones.com/jipatar/85921 ได้รวบรวมและกล่าวถึงเอกสารอ้างอิง (References)ไว้ว่า ตอนสุดท้ายของโครงร่างการวิจัย  จะต้องมี เอกสารอ้างอิง หรือรายการอ้างอิง อันได้แก่ รายชื่อหนังสือ สิ่งพิมพ์อื่น ๆ โสตทัศนวัสดุ ตลอดจนวิธีการ ที่ได้ข้อมูลมา เพื่อประกอบ การเอกสารวิจัยเรื่องนั้น ๆ รายการอ้างอิง จะอยู่ต่อจากส่วนเนื้อเรื่อง และก่อนภาคผนวก โดยรูปแบบที่ใช้ควรเป็นไปตามสากลนิยม เช่น Vancouver Style หรือ APA(American Psychological Association) style

                http://cai.md.chula.ac.th/lesson/research/re12.htm#06-1 ได้รวบรวมและกล่าวถึงเอกสารอ้างอิง (References)ไว้ว่าในวิทยานิพนธ์ แต่ละเรื่อง จะต้องมี เอกสารอ้างอิง หรือรายการอ้างอิง อันได้แก่ รายชื่อหนังสือ สิ่งพิมพ์อื่น ๆ โสตทัศนวัสดุ ตลอดจนวิธีการ ที่ได้ข้อมูลมา เพื่อประกอบ การเขียนวิทยานิพนธ์เรื่องนั้น ๆ รายการอ้างอิง จะอยู่ต่อจากส่วนเนื้อเรื่อง และก่อนภาคผนวก (การเขียน เอกสารอ้างอิง ให้อนุโลม ตามคู่มือ การพิมพ์วิทยานิพนธ์ ของบัณฑิตวิทยาลัย)

                 http://rforvcd.wordpress.com/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%
B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%A2/%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A1/ได้รวบรวมและกล่าวถึงเอกสารอ้างอิง (References)ไว้ว่าตอนสุดท้ายของโครงร่างการวิจัย  จะต้องมี เอกสารอ้างอิง หรือรายการอ้างอิง อันได้แก่ รายชื่อหนังสือ สิ่งพิมพ์อื่น ๆ โสตทัศนวัสดุ ตลอดจนวิธีการ ที่ได้ข้อมูลมา เพื่อประกอบ การเอกสารวิจัยเรื่องนั้น ๆ รายการอ้างอิง จะอยู่ต่อจากส่วนเนื้อเรื่อง และก่อนภาคผนวก โดยรูปแบบที่ใช้ควรเป็นไปตามสากลนิยม เช่น Vancouver Style หรือ APA(American Psychological Association) style (คณะกรรมการฝึกอบรมและสอบความรู้ความชำนาญในการประกอบวิชาชีพเวชกรรม  สาขาเวชศาสตร์ครอบครัว  ราชวิทยาลัยแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวแห่งประเทศไทย)

 สรุป          
          เอกสารอ้างอิง (References)ในวิทยานิพนธ์ แต่ละเรื่อง จะต้องมี เอกสารอ้างอิง หรือรายการอ้างอิง อันได้แก่ รายชื่อหนังสือ สิ่งพิมพ์อื่น ๆ โสตทัศนวัสดุ ตลอดจนวิธีการ ที่ได้ข้อมูลมา เพื่อประกอบ การเขียนวิทยานิพนธ์เรื่องนั้น ๆ รายการอ้างอิง จะอยู่ต่อจากส่วนเนื้อเรื่อง และก่อนภาคผนวก

เอกสารอ้างอิง
http://blog.eduzones.com/jipatar/85921 เข้าถึงเมื่อวันที่ 29/11/2012
http://cai.md.chula.ac.th/lesson/research/re12.htm#06-1 เข้าถึงเมื่อวันที่ 29/11/2012
http://rforvcd.wordpress.com/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%A2/%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A1/เข้าถึงเมื่อวันที่ 29/11/2012